ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ไก่กับไข่

๒ เม.ย. ๒๕๖๕

ไก่กับไข่

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๕๒. เรื่อง “โกหกพ่อกับเวทนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ช่วยกรุณาตอบคำถามลูกด้วยค่ะ

๑. พ่อของหนูเป็นคนพาล เกลียดศาสนาพุทธ เกลียดพระสงฆ์ เพราะเกิดในครอบครัวคนจีนที่เพิ่งอพยพมาจากจีน ทีนี้เวลาหนูไปวัดกับแม่ จะชอบพาลมาด่าแม่ ถ้าหนูจะแอบไปวัด ไปภาวนา และพ่อก็ได้บุญ เราจะโกหกพ่อดีไหมคะ แล้วถ้าวันพระ หนูจะไปนอนที่วัด เขาจะไม่พอใจมาก ถ้าหนูโกหกว่าไปนอนบ้านเพื่อน อย่างนี้ศีลหนูจะขาดไหมคะ

๒. เวลาภาวนา ถ้าเรากินมื้อเดียวแล้วเกิดปวดท้องกระเพาะอาหาร ใช้สติจี้ลงไป มันทุเลาลง แล้วตรงนี้ธรรมโอสถจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ และจะเกิดกับคนธรรมดาที่ภาวนาไม่ถึงไหนไหมคะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถาม ๒ ข้อ ข้อแรกเป็นปัญหาในครอบครัว ถ้าปัญหาในครอบครัวนะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก อย่างใดก็แล้วแต่ พ่อแม่เป็นพ่อแม่ของเรา ถ้าพ่อแม่ของเรา เราเป็นสัมมาทิฏฐิ พ่อแม่ก็ควรจะมีสติปัญญามากกว่าเรา ทำไมพ่อแม่ของเราถึงเกลียดพระล่ะ เกลียดพระ เกลียดพระเพราะอะไร

เกลียดพระเพราะเขาเห็นสังคมไง

เราก็ลูกคนจีนเหมือนกัน พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราก็มีความเห็นอย่างนี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธนะ ทั้งๆ ที่ทำบุญใส่บาตรนะ แต่เขาก็ไม่ต้องการให้ลูกมาบวชเป็นพระอย่างนี้หรอก เพราะว่าเขาบอกว่ามันไม่เจริญไง ไม่สร้างสรรค์ ว่าอย่างนั้นเลย

แต่เราก็บวช แต่กว่าจะบวชได้นะ มันก็มีปัญหาพอสมควร แต่ก็บวช บวชด้วยอำนาจวาสนาของคนไง

เราเข้าใจ เพราะเราเป็นพระ ในวงพระกรรมฐาน ในวงพระมันมีปัญหาอย่างนี้เยอะแยะมาก พ่อแม่บางคนมีลูกชายคนเดียว แล้วลูกชายมาบวช แล้วมีเพื่อนๆ เป็นพระหลายๆ คนมาก แล้วถ้ามีพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เขาอยากให้ลูกเขาบวช เขาอยากให้ลูกเขาเป็นพระที่ดีงาม อยากให้ลูกไปบวช

อันนั้นกรณีปัญหาโลกแตก

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ถ้าพ่อเป็นคนพาล พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของเรา พ่อแม่ให้ชีวิตนี้มา อย่างใดก็มีความกตัญญูกตเวที เราก็ดูแลท่านในตามสถานะที่ท่านมีความสุข

แล้วอำนาจวาสนาของเราไง เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เราอยากจะไปวัด พาแม่ไปวัดกลับมา ท่านก็ด่าว่าแม่ของเรา

มันก็ต้องใช้อุบาย แต่ใช้อุบาย

เขาบอกว่า เช่น ถ้าเวลาภาวนา ถ้าพ่อได้บุญด้วย แต่พ่อไม่ให้ไป เราจะโกหกดีไหมคะ

ถ้าใช้คำว่า “โกหก” มันก็ผิดศีล ๕ แต่เราใช้คำว่า “อุบาย” ไง ถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้วมันเป็นผลเสีย มันเป็นผลเสีย ถ้าใช้อุบาย อย่างเช่น หนูจะไปนอนวัดแล้วประพฤติปฏิบัติ แต่ท่านก็ไม่พอใจ ถ้าบอกว่าไปนอนบ้านเพื่อน อย่างนี้หนูจะผิดศีลหรือไม่คะ

คำว่า “ผิดศีลๆ” ผิดศีล ใช่ โดยศีล ศีลคือศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ มันเป็นเหมือนกฎหมาย เป็นสิ่งที่บังคับใช้ตามกฎหมาย แต่ทุกคนก็ทำผิดตามกฎหมายนั้นนะ

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่าโกหกๆ โกหกมันต้องประกอบด้วย หนึ่ง มีเราและเขา มีเราโกหกบุคคล แล้วบุคคลนั้นเสียหาย นั่นน่ะ อย่างนี้ครบองค์ของผิดศีล ความโกหกมดเท็จ

แต่นี่มันเป็นพ่อของเรา แล้วเราใช้อุบายไง จะไปนอนบ้านเพื่อน จะไปนอนอย่างไร เราทำอย่างไรก็ได้ เราว่าเราจะไปทำธุระสิ่งใดก็ได้ แล้วเราไปวัดไปวา เพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางไง

เขาใช้คำว่า “อุบาย” มันไม่ใช่โกหก

แต่ว่าใช่ไหม ใช่ โกหกไหม โกหก แต่โกหกแบบสร้างสรรค์ไง โกหกแบบไม่ให้กระทบกระเทือนไง โกหกไม่ให้มีการบาดหมางไง

แต่เราจะบอกว่า ทำอย่างไรเขาก็รู้ มันจะไปนอนบ้านเพื่อนเท่าไรมันถี่ขนาดนั้น มันจะไปบ้านเพื่อนได้ตลอด แล้วเพื่อนจะใจดีขนาดนั้นให้มานอน ไม่มีหรอก เดี๋ยวเขาก็รู้ แต่เวลาใช้อุบายๆ เราพูดอย่างนี้ไปก่อน เพื่อไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกันไง ถ้าธาตุเขาเป็นแบบนั้น ธาตุเขาเป็นแบบนั้นนะ

ในสมัยพุทธกาล ที่ว่าพ่อแม่ไม่ให้บวช แล้วลูกต้องการบวชมาก พระรัฐปาลไง ลูกคนเดียวเหมือนกัน ลูกบอกเลย ถ้าไม่ให้บวช อดข้าว ไม่กินข้าว เราสละชีวิตเลย เวลาเพื่อนช่วยกล่อมไง เพื่อนกล่อมแล้วก็จบ เป็นไปไม่ได้ ถึงได้ไปปรึกษากับแม่ว่า อยากเห็นหน้าลูกไหม ถ้าอยากเห็นหน้าลูกต้องให้บวช ถ้าไม่อยากเห็นหน้าลูก คราวนี้จะได้พลัดพรากจากกันโดยข้อเท็จจริง

แม่ใจอ่อนให้บวช บวชไปแล้ว พระรัฐปาลกลับมาเยี่ยมบ้าน พ่อแม่ อู้ฮู! เอาเงินเอาทองมากองเป็นภูเขาเลย กองนี้ ทรัพย์สินเงินทองนี้ทำอย่างไร ปรึกษาลูกไง

ลูกไปบวชแล้วประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ บอกแม่ว่าอย่างไรรู้ไหม เอาล้อเกวียนมา แล้วเอาทองไปใส่ แล้วไปดัมพ์ทิ้งแม่น้ำเลย ไม่ต้องไปยึดติดพันกับมันไง

อู๋ย! พ่อแม่ช็อกตายเลย สมบัติหามาเกือบตาย แล้วผู้สืบต่อมรดกไปบวชเสีย

มันเป็นกรรมของสัตว์ๆ นะ

พระกัสสปะเป็นลูกเศรษฐีเหมือนกัน พ่อแม่อยากให้มีครอบครัวๆ ก็ด้วยบุญกุศลนะ มีครอบครัวหนึ่ง ผู้หญิงก็มีความคิดเหมือนกัน ก็เลยแต่งงานกัน แต่อยู่แบบพรหมจรรย์ รอพ่อแม่สองฝ่ายเสียชีวิตนะ ถึงได้ออกบวชทั้งคู่ เวลาผู้หญิงบวชแล้วเป็นนางภิกษุณีไป สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระกัสสปะเป็นเอตทัคคะในการถือธุดงควัตร

สิ่งที่ในพระพุทธศาสนา นี่พูดถึงพระกัสสปะก็มีปัญหา กว่าจะได้บวช นี่มันมีปัญหาในครอบครัวไง

นี่ย้อนกลับมาที่ครอบครัวของเรา คำถาม

ถ้าเรารู้ว่าพ่อเราเป็นแบบนั้น เราก็หาอุบายวิธีการ จะทำอย่างใดนะ จะโกหกอย่างใด จะใช้อุบายอย่างไร สุดท้ายแล้วเขาก็รู้ แต่เวลาเขารู้ เขาเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้นหรือไม่ เขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ว่า เพราะเขารักลูกของเขา เขาหวงลูกของเขา เขาอยากให้ลูกของเขานับถือเขาอยู่คนเดียว

แต่สุดท้ายแล้วนะ จะนับถือใคร ไม่นับถือใคร ทุกคนถึงวาระแล้ว ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุดทั้งสิ้น พ่อก็ต้องตายไป เราก็ต้องตายไป แต่ในปัจจุบันนี้เราจะสร้างคุณงามความดี เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะตักตวงผลประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน เราตักตวงๆ นะ เวลาเราเป็นชาวพุทธ เราประพฤติปฏิบัติได้อัตตสมบัติติดหัวใจเราไปหรือไม่

ถ้าพระต้องมีอัตตสมบัติ มีสมบัติส่วนตนไง อัตตสมบัติประจำหัวใจดวงนั้นไง ถ้าอัตตสมบัติประจำใจดวงนั้นเป็นประโยชน์ขึ้นมาแล้ว เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา นี่เป็นประโยชน์กับเรา

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า เราจะโกหกพ่อ เป็นบาปหรือไม่ ผิดศีลหรือไม่

ผิดศีลๆ เราต้องตั้งใจคดโกง ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์หรือไม่ตั้งใจ แล้วถ้ามันเผลอ เผลอเพื่อประโยชน์ เพื่อความแตกแยกทั้งสิ้น แต่นี้เพื่อประโยชน์ เพื่อประโยชน์ มันต้องมีทางออกสิ

อย่างเช่น ความอยากนี้เป็นกิเลสๆ จะอยากไม่ได้เลย แล้วประพฤติปฏิบัติ ชาวพุทธปฏิบัติด้วยความอยาก ปฏิบัติด้วยกิเลส จะบรรลุธรรมไม่ได้

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ความอยากที่เป็นมรรคไม่มี อยากประพฤติปฏิบัตินี่ไง อยากจะพ้นทุกข์ไง อยากจะประพฤติปฏิบัติ แล้วได้ปฏิบัติหรือยัง ปฏิบัติแล้วทุกข์ยากหรือไม่ อยากจะพ้นทุกข์ๆ พ้นทุกข์หรือยัง มันไม่เห็นพ้นทุกข์เลย

อยากทำๆ อยากเพื่อศึกษา อยากเพื่อค้นคว้า อยากเพื่อการประพฤติปฏิบัติ มันเป็นมรรค เป็นฝ่ายดี

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราจะพูดตรงๆ ไปแล้วมีความกระทบกระเทือนในครอบครัวของเรา เราจะพูดไปทำไม เราก็ใช้อุบายๆ ไปนอนบ้านเพื่อน จะไปธุระสิ่งใด เราก็ใช้อุบายของเราไป

แต่เราเชื่อว่าเขารู้ แต่เขารู้ เขาก็ต้องทำใจ พอทำใจๆ สุดท้ายแล้วถ้ามันปรับเข้าหากันได้แล้ว มันก็จบไง

นี่เขาเรียกว่า เปิดหูเปิดตาพ่อแม่ของตน นี่เป็นบุญกุศลด้วยความมากมายมหาศาลเลย เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ นี่ก็เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ในชาตินี้ไง ถ้าเปิดหูเปิดตา จิตดวงนั้นมีบุญมีกุศล เวลาเกิดในภพหน้าชาติหน้าต่อไป เขามีบุญกุศลของเขาอีกต่างหาก นี่มันจะเป็นบุญเป็นกุศลของเราไง ถ้าเราทำความดีถูกต้อง

นี่พูดถึงว่าปัญหาในครอบครัว

๒. เวลาภาวนาไป เวลากินข้าวมื้อเดียวแล้วเกิดปวดท้อง เวลาเราใช้สติปัญญาจี้ลงไป มันทุเลาลง ตรงนี้เป็นธรรมโอสถและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมคะ

ถ้าเราพิจารณาของเราไง ถ้าเราอดนอน ผ่อนอาหาร เราอดนอน ผ่อนอาหาร มันก็ต้องเทียบเคียงกับความอดทน เทียบเคียงกับธาตุขันธ์ของเราด้วยว่ามันจะทนได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าเราทำได้นะ คนที่ประพฤติปฏิบัติ ร่างกายมันเบาลง มันไม่ง่วงเหงาหาวนอน เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะได้ประโยชน์ ร่างกายที่มันจะชำรุดเสียหายไปบ้าง แต่ถ้าจิตใจมันเจริญงอกงามขึ้นมา สิ่งนั้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมและดีงามด้วย

เพราะหัวใจนี้มันเป็นที่รักษาได้ยาก ที่จะบำรุงรักษา แล้วที่จะเพิ่มให้มันดีงามขึ้นมาได้ยาก ถ้ามันทำได้จริง มันข้ามภพข้ามชาติ จิตที่ตายเกิดในวัฏฏะ สิ่งที่จะไปกับมันคือบุญและบาป แล้วสิ่งมันไป จริตนิสัยของการประพฤติปฏิบัติ มันจะเป็นจริตเป็นนิสัยติดหัวใจนี้ไป แล้วถ้ามันเกิดในภพใดชาติใด เป็นสัจธรรม มันเป็น นี่ไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ อดีตชาติที่เราระลึกได้ไง มันจะติดหัวใจนี้ไป

ฉะนั้น มันจะเป็นธรรมโอสถหรือไม่

เป็น เป็นด้วยสติด้วยปัญญาของเราไง ด้วยที่เรากำหนด เห็นไหม เรากำหนดไปเลยนะ กำหนดจี้ลงไป แล้วมันทุเลาลง มันก็จะเป็น นั่นน่ะธรรมโอสถ

เวลาอดอาหารนี่นะ มันหิวมาก มันกระหายของมันมาก มันทุกข์มาก แต่ความทุกข์ ถ้าเราใช้สติปัญญาเท่าทันปั๊บ จบหมดเลยนะ ความหิว ความกระหาย หายหมดเลย ว่างหมดเลย โล่งหมดเลย

เราเคยเป็นมาเยอะ เป็นมาหมดแล้ว ธรรมโอสถ แต่ถ้าเวลากิเลสมันกีดมันขวาง มันทั้งหิว ทั้งกระหาย ทั้งทุกข์ทั้งยาก เราก็เดินจงกรมของเราไป เวลาถ้ามัน ธรรมในพระพุทธศาสนาไง ทางสายกลางๆ ไง มันไม่ใช่อยากให้หายหรืออยากให้มันคงที่ แต่เวลามันเป็นสัจจะ มันเป็นความจริงขึ้นมา มันปล่อยหมดเลย ความปล่อยหมดเลย มันปล่อยความยึดมั่นถือมั่น มันปล่อยหมดเลย แล้วความหิวความกระหายหายไปหมดเลย

แต่ถ้าไปยึด ไปยึดไปเกาะมันไง เวลาไปยึดไปเกาะ มันก็โดยวิทยาศาสตร์ โดยธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ โดยข้อเท็จจริง ลองไม่มีอาหารตกใส่กระเพาะอาหาร กรดที่กัดกระเพาะมันก็กัดกระเพาะของเรา มันก็เป็นแผล มันจะมี อู๋ย! มันคิดไปร้อยแปด มันคิดเป็นวิทยาศาสตร์เลย

แต่คนเราก็ต้องชราคร่ำคร่า คนเราก็ต้องสิ้นชีวิตนี้ไป แต่ถ้าเราทำของเราได้นะ

มันจะเป็นธรรมโอสถหรือไม่เป็น แล้วมันจะเกิดกับคนธรรมดาที่ภาวนาไม่ถึงไหนได้ไหมคะ

สติก็คือสติ สมาธิก็คือสมาธิ ปัญญาก็คือปัญญา แต่มันอยู่ที่คนหยาบ กลาง ละเอียด อยู่ที่คนที่มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน บุคคล ๔ คู่ไง สัมมาสมาธิของโสดาบัน สัมมาสมาธิของสกิทาคามี สัมมาสมาธิของอนาคามี สัมมาสมาธิของพระอรหันต์ แตกต่างกัน แตกต่างกันตรงไหน

แตกต่างกันโดยที่ความละเอียดแตกต่างกัน ความละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกัน ปัญญา มหาปัญญา สติ มหาสติ มันแตกต่างกัน แตกต่างกันวุฒิภาวะในจิตที่มันสูงขึ้น จิตที่มันสูงขึ้น น้ำที่มันมากขึ้น มันยกสิ่งที่อยู่บนน้ำให้สูงขึ้นๆ นี่สติปัญญาของเรา ถ้ามันพัฒนาขึ้น มันสูงขึ้น มันก็สูงขึ้นๆ ไง

นี้บอกว่า มันจะเกิดกับคนธรรมดาได้หรือไม่

ก็คนธรรมดาทั้งนั้นน่ะที่ประพฤติปฏิบัติ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนคนมีกิเลสไง

เจ้าชายสิทธัตถะมีครอบครัว มีสามเณรราหุล นี่ก็เหมือนกัน นี่ปุถุชนเหมือนกัน แต่เวลาออกประพฤติปฏิบัติขึ้นมาจนตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไอ้คนธรรมดาๆ มันจะเกิดกับคนธรรมดาอย่างเราได้หรือไม่

มันก็เกิดกับคนธรรมดาทั้งนั้นน่ะ ถ้าคนธรรมดาฝึกหัด จากคนธรรมดานะ จากปุถุชนคนหนาเป็นกัลยาณชน บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ บุคคล ๔ คู่ นิพพาน ๑ ระหว่างอรหัตตมรรค อรหัตตผล ยังเป็นบุคคล ๔ คู่ แล้วถ้าพ้นออกไปแล้ว นิพพาน ๑ เห็นไหม จากบุคคลธรรมดา

ธรรมดาๆ ของเรา ถ้าโยมยังมีจิตใจฝักใฝ่กับการประพฤติปฏิบัติ ฝักใฝ่กับคุณงามความดี เราทำของเราไป เราประพฤติปฏิบัติของเราไป

พ่อแม่ แม่ที่จะไปกับเรา แม่ที่ปฏิบัติ เราก็หาอุบาย หาวิธีการ ทำพอประมาณไง อย่าหักพร้าด้วยเข่า ถ้าหักพร้าด้วยเข่า มันต้องคนเข้มแข็ง หักพร้าด้วยเข่า หักพร้าด้วยเข่าแล้วอย่าถอยกลับ อย่างเช่นหลวงปู่ขาว

หลวงปู่ขาวๆ ครอบครัวมีปัญหาขึ้นมา มาบวชเป็นพระ เป็นพระวัดบ้าน ก็อยู่ในบ้านของตนนั่นแหละ เห็นสภาพของพระที่ประพฤติปฏิบัติแล้วมันรับไม่ได้ รับไม่ได้ จะออกประพฤติปฏิบัติไง ญาติพี่น้องขอไว้เลย อยู่วัดนี้อยู่ข้างบ้าน วัดในหมู่บ้านของเราไง จะได้คอยดูแลไง

ท่านปฏิญาณในหัวใจเลยนะ “ถ้าก้าวออกจากวัดนี้ไปไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะไม่หันหน้ากลับมาบ้านของตนเลย”

ออกไปประพฤติปฏิบัติจนถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ หลวงปู่ขาว ถ้าคนมันมีสัจจะมีความจริงขึ้นมา ความเข้มแข็งของใจมันต่อเนื่องจนถึงที่สุดได้

ของเรา เราฝึกหัดของเราให้เป็นจริตเป็นนิสัยของเรา ถ้าทำของเราได้ เห็นไหม

นี่พูดถึงว่า ธรรมโอสถมันจะเกิดกับคนธรรมดาได้หรือไม่

เกิดได้สิ ก็เกิดจากคนธรรมดา เพื่อรักษาคนธรรมดาขึ้นมาให้มีอัตตสมบัติขึ้นมาในหัวใจนี้ไง จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๕๓. เรื่อง “ไข่ไก่”

การที่เราตอกไข่ ถือเป็นการฆ่าสัตว์ไหมคะ เพราะว่าเคยเห็นคนต่างประเทศเอาไข่ไก่จากซูเปอร์มาเก็ตไปฟักเป็นตัวได้ และหากว่าไข่ที่ขายในห้าง ประเภทไข่เป็นไข่ลม แต่ว่าก็ทราบมาอีกว่า เวลาคนทำฟาร์มไก่ ถ้ามีแต่ไก่เพศเมีย ไก่จะเครียดเกินไป จึงมีการผสมตัวผู้เข้าไปด้วย หนูจึงกลัวว่าไข่ที่เกิดจากการผสมของทั้งตัวผู้และตัวเมียจะหลงเข้ามาด้วย และเคยอ่านมุตโตทัยว่า ธาตุดินของบิดามารดาผสมกันแล้ว ธาตุไฟของมารดาเคี่ยวจนเป็นน้ำมันหยดเดียว แล้ววิญญาณปฏิสนธิตรงนี้

๑. ไข่ไก่มีวิญญาณเข้ามาจุติหรือไม่คะ ถ้าเกิดเป็นไข่ไก่ที่มีตัวผู้ผสม

๒. การที่เราตอกไข่โดยไม่ทราบว่าไข่นี้เป็นไข่ลมหรือไข่ที่โดนปฏิสนธิด้วยไก่ตัวผู้ที่เขาให้เข้ามาอยู่ในฟาร์ม ไม่ให้ไก่ตัวเมียเครียดเกินไป จะเกิดการผิดศีลไหมคะ

๓. ถ้าเราใช้ยีสต์ในการทำขนมปัง เกิดเป็นการฆ่าสัตว์ไหมคะ

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะ

ตอบ : อันนี้จะถือศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าจะถือศีลให้บริสุทธิ์นี่ แหม! มันเรื่องมากจังเลย

โดยชาวพุทธๆ ศีล ๕ นี้ถือได้ยาก ศีล ๕ นี้ถือได้ยาก เราประกอบสัมมาอาชีวะ ศีล ๕ มันรักษาไม่ได้เลย

ถ้าเรามีสัจจะมีความจริง รักษาได้

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่าตอกไข่ๆ ไข่ลมหรือไข่มีเชื้อไง

กรณีอย่างนี้ เวลาครูบาอาจารย์ในสายพระกรรมฐานหลายๆ องค์มากเลย ท่านจะไม่ยอมไปโรงพยาบาลรักษาเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านบอกว่าเชื้อโรคมันก็มีชีวิต

เวลาผู้ที่มีอุดมคติอย่างนี้ มีความคิดอย่างนี้ก็มี พระก็มี แต่เวลาเขาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เขาจะเอาความจริงของเขา เขาจะฆ่ากิเลสของเขาไง

เวลาการฆ่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้มีการเบียดเบียนกันใดๆ ทั้งสิ้น แต่เวลาการฆ่าที่ประเสริฐที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่นชมด้วย คือการฆ่ากิเลส

กิเลสนี้เป็นนามธรรม กิเลสที่เป็นนามธรรม ที่มันฝังอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก ที่อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วที่ไม่มีใครเห็นมันนี่แหละ

แต่เวลาเราประพฤติปฏิบัติของเราไป ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงใดไม่มีผล ถ้าดวงใจดวงใดมีมรรค มันจะจับต้องกิเลสได้ มันจะเห็นกิเลสได้

คนที่จะชำระล้างกิเลส ไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลส แล้วฆ่ากิเลส มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้

แต่ตามข้อเท็จจริงมันรู้มันเห็นชัดเจนของมัน แล้วมันใช้ภาวนามยปัญญาพิจารณาแยกแยะของมันนะ สมุจเฉทปหานคือฆ่า ฆ่ากิเลสๆ กิเลสมันต้องตาย ยถาภูตัง รู้ว่ากิเลสตาย เกิดญาณทัสสนะ เกิดญาณทัสสนะนะ เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์โดยข้อเท็จจริง

แต่นี่เป็นไข่ลม ธรรมะลม ไม่มีอะไรเลย โป้ปดมดเท็จ นี่เวลาความเห็นของกิเลสที่เข้ามาบวกด้วยไง

นี่ก็เหมือนกัน คำถาม

ไข่ไก่มีวิญญาณเข้าไปจุติหรือไม่คะ ถ้าเกิดเป็นไข่ไก่ที่มีตัวผู้ผสม

ไข่ก็คือไข่ มันควรจบลงที่ไข่ก็คือไข่ แล้วไข่ก็คือไข่ เวลาเราตอกไข่ ตอกไข่ก็คือตอกไข่ไง เป็นการฆ่าสัตว์หรือไม่

ถ้าเป็นการฆ่าสัตว์หรือไม่ อันนั้นมันเป็นที่ว่าจิตใจคนที่หยาบละเอียด ถ้าจิตใจคนที่หยาบละเอียด อย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาหรือไม่

สิ่งนี้ในทางวิชาการ ในสิ่งทางวิชาการนะ สิ่งที่เป็นโปรตีนที่มีคุณค่าในทางอาหารมากที่สุดคือไข่ไก่ แล้วไข่ไก่เป็นอาหารของมนุษย์ที่ราคาถูกที่สุด แล้วมีคุณสมบัติที่ดีงาม

สิ่งที่มันเป็นประโยชน์กับชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย แล้วเราคิดเลยเถิดไป

กรณีนี้ที่เวลาหลวงปู่มั่นท่านจะนิพพานไง ท่านบอกหมู่คณะเลยนะ ถ้าเรานิพพานอยู่ที่วัดหนองผือ สัตว์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตจะต้องตายตามท่านไปอีกมากมายมหาศาล เพราะท่านรู้ไง นี่พระอรหันต์นะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แล้วรู้ถึงอนาคตต่างๆ ท่านบอกว่าต้องเอาท่านไปนิพพานที่จังหวัดสกลนคร ที่วัดป่าสุทธาวาส เพราะที่นั่นมีตลาด

คำว่า “มีตลาดๆ” มีตลาดสดไง ตลาดสดเขาก็ฆ่าสัตว์เหมือนกัน สัตว์ที่เอามาขายในตลาดมันก็ฆ่าเหมือนกัน แต่มันเป็นเพราะคนที่เขามีอาชีพอย่างนั้น เขาพอใจทำของเขาอย่างนั้นด้วยความสมัครใจของเขา เขาทำเพื่อธุรกิจของเขา เขาทำเพื่อผลประโยชน์ของเขา นั่นน่ะด้วยความสมัครใจของเขาไง

ถ้าเราไปซื้อไปหาขึ้นมา มันไม่ใช่ว่า สิ่งที่เป็นชาวบ้านชาวเรือนที่เขาไม่ต้องการทำอย่างนั้น แต่มีความจำเป็นขึ้นมาต้องทำอย่างนั้นเพื่องานศพของท่าน

ท่านบอกว่า ตัวของท่านเองไม่ควรจะทำให้สัตว์อื่นได้รับความทุกข์ยากไปกับท่านไง นี่ความคิดของท่าน ท่านถึงได้ออกจากหนองผือไปนิพพานไปที่วัดป่าสุทธาวาส นี่เป็นธรรมของท่าน แล้วเป็นประโยชน์กับท่าน เป็นประโยชน์เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์

คำถามๆ

เราเป็นมนุษย์ เราเป็นปุถุชน เราต้องดำรงชีพของเราต่อไป แล้วเราเกิดเป็นมนุษย์ไง เราจะถือศีล ๕ เราอยากมีศีลมีธรรม ถ้ามีศีลมีธรรม มันก็ให้เป็นศีลไง

เวลาขอศีลๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่าเหลือศูนย์

ไอ้ที่จะปฏิบัติขึ้นไปแล้วมันสงสัยไปทั้งสิ้นไง ตัดความสงสัย จบ

ไข่ไก่ก็คือไข่ไก่ ไข่ที่เขาซื้อขาย เห็นไหม หลวงปู่มั่นท่านไปตลาดที่เขามีการซื้อขาย

นี่เขาก็มีการซื้อขาย การซื้อขาย เขาพอใจของเขาแล้ว เราไม่ได้เลี้ยงแม่ไก่ เลี้ยงพ่อไก่ แล้วเราจะมีลูก เก็บไข่มาขาย เวลาเราจะกินไข่ เราก็ต้องเลี้ยงไก่ทั้งตัวผู้ตัวเมียขึ้นมาเพื่อจะมีไข่ เราจะมีผัก เราก็ต้องปลูกผัก แต่ในท้องตลาดเขามีของเขา แล้วถ้ามีของเขา เราคัดเลือกของเราเอง

สิ่งที่ว่า ไข่มีวิญญาณเข้าไปจุติหรือยังคะ

มันยังไม่ได้ฟัก ยังไม่เป็นความจริง มันยังไม่ถึงวาระของสิ่งที่ว่ามันจะผิดศีลผิดธรรมไง

ถ้าศาสนาเชน ศาสนาเชนในอินเดีย เขาบอกเขาบริสุทธิ์ เขาเป็นชีเปลือย แล้วเวลาในปัจจุบันนี้นะ เขาใส่หน้ากากแล้วล่ะ เขาบอกในอากาศมีจุลินทรีย์ มันไม่สะอาดบริสุทธิ์ไง แล้วในร่างกายล่ะ นี่สิ่งที่มันสุดโต่งเกินไป เห็นไหม

พระพุทธศาสนาเป็นทางสายกลางๆ ทางสายกลางไม่ใช่ทางสายกลางเข้าข้างกิเลสนะ มันยังไม่เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา

ในทางกฎหมาย ในทางกฎหมายขึ้นมามันไม่ครบองค์ประกอบ มันจะว่าเป็นความผิด ถ้าคนคิดละเอียดลึกซึ้ง จะว่ามันมีสิ่งมีชีวิต รังเกียจ รังเกียจ ถ้ารังเกียจ เราก็ไม่ทำ มันต้องให้จบไง ถ้าไม่จบแล้วมันเป็นนิวรณ์ มันเป็นสิ่งที่กวนใจไปตลอดเวลา เราจะทำอะไรมันจะมีสิ่งกวนใจทั้งสิ้น

มันอยู่ที่จริตนิสัยของคนไง ถ้าจริตนิสัยของเราแล้ว

มันไม่ผิด เพราะ หนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ มหาปเทส ๔ ไง ถ้ายังไม่ได้บัญญัติ ถือว่าไม่บัญญัติ ถ้าไม่เป็นสิ่งมีชีวิต ถือว่าไม่ผิด ไม่ผิดก็คือจบไง

แต่เวลาคนที่ว่าเขาละเอียดลึกซึ้งอย่างที่ว่า ครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านไม่ยอมรักษาร่างกายท่านเลยนะ ท่านบอกว่าโรคภัยไข้เจ็บมันเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้ามันเกิดได้ มันก็ต้องหายเอง ถ้ามันไม่หายเอง มันก็ต้องอยู่ของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ท่านไม่ทำ อย่างนี้ก็มี นั่นมันก็เป็นจริตนิสัยของท่าน

อันนี้ของเรานะ ไข่ไก่มันมีวิญญาณเข้ามาจุติวิญญาณหรือยังคะ

เวลาผสมมันก็ผสม มันก็เป็นเชื้ออย่างนั้นแหละ เวลาจิตวิญญาณ ในอณูอากาศ มันมีกี่ดวง ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องเป็นเวรเป็นกรรมของจิตวิญญาณเขา แต่ในปัจจุบันนี้เป็นเรา แล้วเราอยากจะถือศีลให้ศีลของเราสมบูรณ์

เวลาไม่ศึกษาไม่ค้นคว้า ไม่สนใจเลยนะ เวลาศึกษาค้นคว้าขึ้นมา สงสัยเยอะมากเลย

ให้มันจบ จบที่ว่ามันไม่ครบองค์ประกอบ ไม่เป็น

๒. การจะตอกไข่โดยที่ไม่ทราบว่าไข่ไก่นี้เป็นไข่ลมหรือไข่ที่มีปฏิสนธิด้วยไก่ตัวผู้ที่เข้ามาอยู่ในฟาร์ม ไม่ให้แม่ไก่เครียดจนเกินไป เราจะเกิดผิดศีลไหมคะ

มันต้นทาง ต้นทางไม่มาจากเรา เราไปซื้อที่ฟาร์ม จะซื้อที่ไหน เราก็ซื้อของเรามา ถ้าเราจะกินไข่ ถ้าเราสงสัย เราไม่กินไข่ เราไปกินอย่างอื่นก็ได้ ถ้ามันสงสัย มันก็สงสัยไปทั้งสิ้น

กรณีนี้ ไปถามพระสิว่าผิดศีลไหม พระที่ไหนเขาจะตอบ เพราะพระตอบ ๙ ประโยคนะ ถ้าตอบเขาก็ตอบศีล ๕ ไง ศีล ๕ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แล้วนี่มันเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ไข่มันเป็นสิ่งมีชีวิตหรือยัง

ถ้ามันยังไม่เป็นสิ่งมีชีวิต มันมีสารอาหารอะไรต่างๆ มันก็เป็นไข่ ถ้ามันเป็นที่ไข่ มันก็จบลงที่ไข่นั่นน่ะ

ไก่กับไข่ อันไหนเกิดก่อนกัน มันไม่จบหรอก

มันจบ มันจบที่เรา แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์กว่านะ คือมีสติ คือมีสติ มีสมาธิ แล้วฝึกหัดใช้ปัญญาใคร่ครวญว่าอะไรควรและไม่ควร

เวลาสิ่งที่ไม่สนใจ ไม่ได้พิจารณาเลย ก็ใช้ชีวิตแบบถูลู่ถูกัง เวลาจะเป็นประโยชน์ขึ้นมาบ้าง ทำสิ่งใดจับจด แล้วสิ่งใดตัดสินใจลงด้วยตัวเองไม่ได้เลย มันเป็นเรื่องเป็นภาระของจิตที่ต้องมาแบกรับภาระที่มันไม่ควรเป็นภาระอะไรเลย

ให้ถือศีล ๕ แล้วศีล ๕ ของเรา แล้วถ้าจะประพฤติปฏิบัติ ให้ปฏิบัติไปเลย ไม่ต้องกังวลไข่ลมหรือไข่มีเชื้อ จบ

๓. ถ้าเราใช้ยีสต์ในการทำขนมปัง ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ไหมคะ

สิ่งที่ทำขนมปัง เวลาเขาทำอีเอ็ม เขาก็หมักของเขาเหมือนกัน เป็นสารจุลินทรีย์เหมือนกัน มันมีชีวิตของมัน มันต้องการการพรวนดินของมัน มันทำประโยชน์ของมัน สิ่งมีชีวิตที่เราไม่เห็นด้วยสายตา

สิ่งที่เราทำขนมปัง ทำขนมปังเราก็ทำของเรา สิ่งมีชีวิตที่มันรับรู้ไม่ได้ต่างๆ เขาทำกันมาตลอด เราก็ทำของเราต่อไป แต่สิ่งที่เราไม่สนใจก็ซื้อเอา เราไม่ทำสิ่งใด ถ้าทำสิ่งใดมันเป็นปัญหาทั้งสิ้น

มันจะถือศีลให้สะอาดบริสุทธิ์เลย

ถ้ามันสะอาดบริสุทธิ์ เวลาพระอรหันต์ สติวินัย มันเป็นอาการเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔๕ ปี ท่านย่างไปด้วยพระบาตรเปล่า ในชมพูทวีป

นี่ไง เหมือนกัน เราถามว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เหยียบไปบนแผ่นดิน ๔๕ ปี นั่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ แล้วเราล่ะ

เรากิเลสท่วมหัว เราเป็นปุถุชน แต่เรามีแต่ความสงสัยทั้งสิ้นไง

เราจะบอกว่า ใช้ชีวิตแบบธรรมดานี่ ถ้ายังต้องทำขนมปัง ก็ทำขนมปังของเราต่อไป ไม่มีลัทธิศาสนาไหนเลยบอกว่าการทำขนมปังมันจะเป็นการทำลายสิ่งมีชีวิต มันไม่มี

มันเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มันเล็กมาก แล้วสิ่งมีชีวิตที่โดยธรรมชาติของมันไง ถ้ารังเกียจ เห็นไหม กปฺปิยํ กโรหิ ภิกษุพรากของเขียวไม่ได้ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะพระไปตัดต้นไม้ไง เทวดาไปฟ้องพระพุทธเจ้าไง พระพุทธเจ้าบัญญัติเลย ห้ามพรากของเขียว แล้วพรากของเขียวแล้ว เวลาเขาใส่บาตรมาเป็นเมล็ดถั่วเขียวต้มน้ำตาล เวลาฉันแล้วเวลาไปถ่ายมันยังงอกได้เลย เขาก็รังเกียจ พอรังเกียจ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าให้กปฺปิยํ กโรหิ

เพราะสิ่งที่โยมเขาต้มถั่วเขียวต้มน้ำตาลมา เขาคิดว่ามันไม่มีชีวิตแล้วแหละ แต่เมล็ดพันธุ์บางเมล็ดมันทนได้ แล้วเวลาไปถ่ายแล้วมันเกิดได้ รังเกียจ รังเกียจ

ท่านบอกว่า กปฺปิยํ กโรหิ ของนี้สมควรแก่สมณะหรือไม่

กปฺปิย ภนฺเต กปฺปิย ภนฺเต ของนี้สมควรแก่สมณะ ฉันได้

นี่ไง เพราะว่าบัญญัติไว้แล้วว่าห้ามพรากของเขียว แต่สิ่งที่ว่ามันฉันไปแล้วมันยังเกิดได้อีก นี่เหมือนกัน กปฺปิย ภนฺเต ของนี้สมควรแก่เราหรือไม่ ถ้าสมควรแก่เรา ทำขนมปังเลย ถ้าไม่สมควร เก็บไว้ก่อน ไม่สมควร เลิก แล้วไปซื้อเอา จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๕๔. เรื่อง “สอบถามเรื่องการภาวนา”

๑. หนูภาวนารู้สึกว่าจิตสงบ ก็มีเสียงหลวงพ่อขึ้นมาว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ หนูก็เลยพิจารณาเวทนา ก็เห็นว่าเวทนากับจิตมันเป็นคนละส่วนกัน ก็เลยมาพิจารณากายกับจิต ตอนนี้ดูกายกับจิต ก็พิจารณากายกับจิตสลับกันเร็วมาก ก็มีอาการเหมือนร่างกายแตกละเอียด (คล้ายกระจกแตกละเอียดแบบพรึบเดียวและไวเหมือนฟ้าแลบ)

เห็นจิตที่เป็นอุบายแยกออกมาจากอีกส่วนหนึ่ง เห็นความรู้สึกสงสัยเปลี่ยนกลายเป็นไม่สงสัย หนูอธิบายไม่ถูกค่ะ ขาดออกแบบรวดเร็ว ไม่รับรู้ถึงร่างกาย แต่หนูก็รู้สึกถึงว่ามีจิตอีกดวงหนึ่งกำลังรู้อยู่ มีการภาวนาพุทโธเป็นช่วงๆ บางทีก็ดูจิตที่รู้อยู่บ้าง และก็รู้แบบนี้จนออกจากสมาธิค่ะ

๒. เวลามีสมาธิ หนูจะเห็นทันความคิดที่เกิดขึ้น พอรู้ทันมันก็ดับไป ก็รู้ว่าความคิดดับ หรือบางทีก็เห็นว่าจิตมันเริ่มมีอาการอะไรกำลังจะเกิดขึ้น พอมีสติก็รู้ทัน อาการนั้นก็ดับไป เวลามีอาการที่จิตเกิดขึ้น เช่น ความกังวล ความโกรธ ความสุขหรือความทุกข์ จะมาพิจารณาว่าเพราะอะไรถึงเกิดอาการแบบนี้

ก็พิจารณาย้อนกลับไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่าเกิดจากรูป รส กลิ่น เสียงที่มากระทบ แล้วส่งออกมาที่จิต ถ้ารู้ทันก็ดับไป ถ้าไม่ทันก็ปรุงต่อไปเรื่อยๆ พิจารณาวนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ก็เข้าใจกระบวนการเกิดการดับของอาการต่างๆ ที่จิต เพราะกิเลสอยู่ที่จิต จะดับทุกข์ก็ต้องดับที่เหตุ ก็คือจิตของเราค่ะ

กราบขอคำแนะนำจากหลวงพ่อค่ะ

ตอบ : กราบขอคำแนะนำจากหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ให้กลับไปพุทโธๆๆ กลับไปพุทโธก่อนไง

คำถามข้อที่ ๑. เวลาจิตมันสงบแล้วเกิดเสียง เกิดอะไรขึ้นมาก็แล้วแต่ เราให้ชักนำให้ภาวนา

เทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมและวินัยของศาสดาอบรมสั่งสอนมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว เวลาคนไปศึกษาจบ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทะลุปรุโปร่งแล้ว แล้วมันไม่ปฏิบัติ ศึกษาปริยัติมา ศึกษาปริยัติมาให้ปฏิบัติ

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราปฏิบัติขึ้นมา เวลาถ้ามันสงบแล้วมีเสียงหลวงพ่อมาเตือน มีการพิจารณาต่อเนื่องกันไป

แล้วความรู้ของเราล่ะ ความเห็นของเราล่ะ

ถ้าจิตมันจะแยก มันจะแตกอย่างไร มันแยกมันแตกไปด้วยความเป็นนิมิตมากมายมหาศาล ถ้าจิตมันสงบๆ ความสงบของจิตมันเป็นเรื่องหนึ่ง แล้วจิตเห็นอาการของจิตโดยสัจจะความจริงมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเวลาภาวนามยปัญญามันเกิดขึ้น มันเกิดอีกเรื่องหนึ่ง

ไอ้นี่ฟังเทศน์หลวงพ่อมากมาย ฟังเทศน์แล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันก็เกิดอาการต่างๆ ร้อยแปดไง

แต่ถ้าเป็นสัจจะความจริงของเราล่ะ เอาสัจจะเอาความจริงอันนั้นขึ้นมา สิ่งที่ว่าเรื่องการภาวนาๆ ให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมานะ จิตสงบก็คือจิตสงบ แล้วถ้าเกิดปัญญาของเราก็เป็นปัญญาของเรา

ถ้าจะเกิดเสียง เกิดอะไรต่างๆ ที่มาคอยแนะนำ อันนั้นแขวนไว้

สิ่งที่เป็นจริง มันเป็นจริง มันตรวจสอบได้ ตัวเราเองเวลาจิตสงบแล้วเห็นนิมิต ถามเลยนะ นั่นคืออะไร นิมิตหายเลย ถ้าจิตมันเกี่ยวข้องกับอะไร ทำไมเราไปเกี่ยวข้องกับเขา

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านสิ้นกิเลส ในประวัติหลวงปู่มั่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนาเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ครูบาอาจารย์ในสมัยพุทธกาลมาอนุโมทนาเลย

สิ่งที่ว่าเป็นครูบาอาจารย์ของเรา ถึงท่านจะนิพพานไปแล้ว นิพพานไปก็คือนิพพานไง แต่ถ้าจิตของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมันละเอียดลึกซึ้งได้ระดับเดียวกัน มันอยู่ในสังคมเดียวกันได้หมดเลยล่ะ นี่กรณีหนึ่งไง

นี่ของเราคำถามข้อที่ ๑. หนูสงสัยของหนูไง แล้วมันควรทำอย่างไรต่อไป

กลับไปพุทโธ ให้มันเป็นข้อเท็จจริง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เกิดตามความเป็นจริง ถ้าความเป็นจริง มันเป็นความจริงของเรา

เวลาบอกว่า พอจิตมันสงบปั๊บ เวลาร่างกายมันแตก

ร่างกายแตก ร่างกายระเบิด มีคนเคยเป็นมากมายมหาศาล เวลามันแตก มันก็เป็นนิมิตอันหนึ่งเท่านั้นน่ะ ถ้ามันเป็นนะ ถ้ามันไม่เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร จิตสงบก็คือจิตสงบ

ถ้าจิตมันรู้เห็นอาการต่างๆ มันรู้เห็นอาการต่างๆ ถ้ามันเป็น มันจะเป็นเรื่องโลกียะ เรื่องโลกๆ เรื่องโลกๆ คือเรื่องเวรเรื่องกรรม จิตคนเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างนั้นน่ะ นี่ข้อที่ ๑.

๒. เวลาจิตที่มันทำสัมมาสมาธิ ถ้ามันรู้ทันแล้วมันใช้สติปัญญา

เราจะบอกว่า ถ้าไม่เชื่อในพระพุทธศาสนา มันก็ไม่เชื่อเลยนะ เวลามันเชื่อ มันก็เชื่อหมดทั้งตัวเลยนะ แล้วมันทำไปๆ มันไปตามสัญญาอารมณ์ สัญญาอารมณ์มันตัวนำ

แล้วว่ามันไม่ใช่ มันปฏิบัติจริงๆ

ปฏิบัติจริงๆ ก็ปฏิบัติจริงๆ นี่แหละ แต่มันจริงหรือไม่จริงล่ะ

ถ้ามันจริงนะ สติ สมาธิ ปัญญา สมาธิเป็นสมาธิ ปัญญาเป็นปัญญา แล้วปัญญาที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นของมันได้

ไอ้นี่มันเกิดขึ้น ให้กลับไปพุทโธชัดๆ นะ จะมีสิ่งใดเกิดขึ้น วาง แล้วกลับมาพุทโธก่อน พุทโธของเราต่อเนื่องๆ จนมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันรู้ของมันได้ ถ้ามันรู้ของมันได้นะ โอ้! ครั้งที่แล้วไม่น่าโง่เลย พอมันโง่ มันคาดหมายไปก่อนไง

ถ้าเอากลับมาเป็นความจริง มันเป็นข้อเท็จจริง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แล้วมันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงในใจของเรา เห็นไหม

นี่คำถาม เวลาคำถามนะ โกหกพ่อกับเวทนา

มันเป็นเรื่องไก่กับไข่ อันไหนเกิดก่อนกัน เวลาจะตอกไข่ๆ ไข่ปฏิสนธิหรือไข่ไม่ปฏิสนธิ มันมีจิตวิญญาณหรือไม่

๒. การปฏิบัติมันเป็นความมหัศจรรย์เลยน่ะ โอ้โฮ! กายมันแตกหมดเลยนะ โอ้โฮ!

เวลากายมันแตก มันเหมือนกับวิชาคำนวณไง พอคำนวณแล้วผลมันต้องตอบเป็นอย่างนั้น ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลากายมันแตกแล้วมันต้องได้ผลอย่างนั้น มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เพราะอะไร

เวลาคนที่ปฏิบัติตามความเป็นจริง ความเป็นจริงนะ ฝัน ฝันนี่ขาดสติ เวลาฝันไป จินตนาการไปร้อยแปดพันเก้าเลย คนนอนฝัน คนนอนฝันก็ส่วนฝันนะ เวลาจิตสงบ นั่งสมาธิ เวลาจิตมันสงบแล้วมันเห็นกาย มันเห็นภาพแบบในความฝัน แต่สติพร้อมครับ รำพึงให้เป็นไตรลักษณ์ได้ทั้งหมดเลย นี่มันแตกต่างกัน ฝันกับความจริง

แล้วเวลาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือฟังธรรมหลวงพ่อๆ แล้วเวลาปฏิบัติไปมันก็อยากให้รู้เหมือนธรรมในหลวงพ่อไง มันก็เป็นไป

มันไม่ใช่ว่าห้ามทำอย่างนั้น มันเป็นระดับของจิต ถ้าไม่สนใจก็ไม่สนใจ เป็นปุถุชน พอเวลาสนใจขึ้นมา มันจินตนาการ จินตนาการก็จินตนาการโดยธรรม จินตนาการโดยจิตนี่แหละ เวลาเป็นความจริง ความจริงมันเป็นอีกระดับหนึ่งนะ

ฉะนั้น ถ้ามันยังมีอะไรคลางแคลงใจ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ บริกรรมพุทโธๆ ให้จิตมันสงบ ให้เป็นอิสระ เป็นตัวของเราเอง เวลาเกิด เกิดโดยข้อเท็จจริง โดยการประพฤติปฏิบัติของเราเอง ให้มันเป็นจริงในหัวใจดวงนี้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ไก่กับไข่ ไหนเกิดก่อนกัน

ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล

ถ้าดวงใจดวงใดมีมรรค มรรค สติชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรมทั้งหมดไง

ไก่กับไข่ ไหนเกิดก่อนกัน

แต่เวลาปฏิบัติธรรมขึ้นมา สัจธรรม ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เกิดพร้อมกับความรู้สึกของเรา เกิดพร้อมกับสติ เกิดพร้อมกับสมาธิ เกิดพร้อมกับปัญญาที่เราฝึกหัดค้นคว้าขึ้นมาจนเป็นสมบัติของเรา ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จบ